60 พรรษา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร

เสด็จต่างประเทศครั้งแรก
วิถีไทย-วิถีอาเซียน

ภาพการเสด็จพระราชดำเนินของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในต่างแดน นอกจากจะทำให้พสกนิกรชาวไทยได้ปลาบปลื้มที่มีโอกาสเห็นพระราชจริยวัตรอันเปี่ยมด้วยความเป็นกันเอง พระราชกรณียกิจในการทรงงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม และบ่อยครั้งยังได้รับความรู้จากการติดตามการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนนานาประเทศเหล่านั้น เสมือนได้มีโอกาสตามเสด็จพระองค์ไปในที่ต่างๆด้วย

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เริ่มการเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนต่างประเทศครั้งแรก เมื่อมีพระชนมายุเพียง 5 ชันษา โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการเสด็จฯไปทรงเยือนสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรปอีก 13 ประเทศอย่างเป็นทางการระหว่าง 14 มิถุนายน พ.ศ.2503 - 18 มกราคม พ.ศ.2504 รวมเวลาถึง 7 เดือน ต่อมาเมื่อมีพระชนมายุ 11 พรรษา ได้ตามเสด็จต่างประเทศเยือนสหราชอาณาจักรเป็นการส่วนพระองค์ระหว่าง 7 กรกฎาคม - 7 ตุลาคม พ.ศ.2509

ครั้นเมื่อเจริญพระชันษา ทรงเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระบรมราชานุญาตให้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย พร้อมด้วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เพื่อทอดพระเนตรศูนย์ศิลปหัตถกรรมพื้นเมืองและโรงงานผ้าบาติค เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2516 แต่การเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยือนต่างประเทศครั้งแรกในฐานะผู้แทนพระองค์ และนำมาซึ่งประสบการณ์อันทรงคุณค่าสำหรับพระองค์ ได้แก่ การเสด็ฯไปเยือนประเทศสวีเดน เพื่อทรงร่วมในพระราชพิธีพระบรมศพ สมเด็จพระเจ้ากุสตาฟที่ 6 อดอล์ฟ ณ กรุงสต๊อคโฮล์ม ราชอาณาจักรสวีเดน ระหว่างวันที่ 23-30 กันยายน พ.ศ.2516 โดยได้มีโอกาสเสด็จฯไปทรงเยือนกรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม และกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ด้วย

มีกระแสพระราชดำรัสถึงวัตถุประสงค์ในการเสด็จฯไปทรงเยือนต่างประเทศว่า "การที่ได้ท่องเที่ยวไปในโลกกว้างทั้งในประเทศและนอกประเทศ เป็นการที่เราจะได้มีโอกาสศึกษาความเป็นไปของธรรมชาติและสังคม แม้ว่าชั่วชีวิตของคนจะน้อยนักเมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตของธรรมชาติ ภูเขา ทะเล และแม่น้ำ แต่เราอาจจะใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่าในการเรียนรู้ชีวิตเพื่อรับใช้สังคมและประเทศชาติที่เราอาศัยอยู่ การที่ได้ไปที่อื่นนอกจากบ้านเกิดเมืองนอนก็ดีไปอย่างหนึ่ง คือได้เห็นว่า คนอื่นเขาทำอย่างไรกับชาติของเขา ยิ่งได้เป็นแขกของรัฐบาลอย่างนี้ยิ่งดีใหญ่ เพราะเขาย่อมจะพยายามเลือกสรรให้เราดูสิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุด ซึ่งเราจะได้โอกาสทราบทัศนคติและค่านิยมในสังคมปัจจุบันของประเทศนั้นๆ ส่วนดีบางส่วนของเขาอาจจะพอเข้ากับพื้นฐานของเรา และเป็นสิ่งที่เรายังนึกไม่ถึง เราก็จะได้ทำ เป็นการรับเอาวัฒนธรรมต่างชาติมากลั่นกรอง ดีกว่านั่งอยู่บ้านแล้วดูดซับเอาของดีบ้างไม่ดีบ้างของเขามาโดยไม่รู้ตัว"

แต่เนื่องจากทรงมีพระราชภารกิจมาก ดังนั้น จึงทรงเลือกเวลาที่ทรงวางจากพระราชกรณียกิจภายในประเทศ และจะทรงเตรียมพระองค์ก่อนล่วงหน้าอย่างรอบคอบเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศ สถานที่ต่างๆที่จะเสด็จฯไปทอดพระเนตร ไม่ว่าจะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม บุคคลที่จะต้องทรงมีพระปฏิสันถาร ความเป็นอยู่ของประชาชน ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับสถานที่ และสิ่งที่มีพระราชประสงค์ที่จะทอดพระเนตร โดยทางสถานเอกอัครราชทูตไทยในแต่ละประเทศจะจัดเตรียมข้อมูล เอกสาร หนังสือ และสื่อต่างๆที่จะสามารถจัดถวาย ต่างเข้ามาทูลเกล้าฯถวายก่อนเป็นการล่วงหน้า ตลอดจนสำนักราชเลขาธิการจะจัดทำเอกสารสังเขปประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่จะเสด็จฯไปทรงเยือนนำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อจะได้ทรงศึกษาเป็นเบื้องต้นอีกด้วย ดังนั้น การเสด็จฯไปทรงเยือนต่างประเทศของพระองค์ทุกครั้งจึงเป็นพระราชภารกิจที่ทรงให้ความสำคัญสูงในการใช้เวลากับการเตรียมการ

ในระยะเริ่มแรกของการเสด็จฯไปทรงเยือนต่างประเทศ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชนิพนธ์บันทึกการเดินทางเล่าเรื่องราวต่างๆให้ผู้อ่านได้ติดตามอย่างเพลิดเพลิน เช่น ประเทศพม่าหรือเมียนมาร์ ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง ไทยเที่ยวพม่าเมื่อครั้งเดินทางเยือนในเดือนมีนาคม พ.ศ.2529 และทรงพระราชนิพนธ์เรื่องดอยตุง เชียงตุง เมื่อเสด็จฯไปทรงเยือนพม่าอีกครั้งระหว่าง 1-3 มีนาคม 2537

เชียงตุง เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่ามีภูมิประเทศเป็นแอ่งก้นกระทะ ล้อมรอบด้วยภูเขาสูงตระหง่านสลับซับซ้อนระหว่างแม่น้ำสำคัญ 2 สาย คือ แม่น้ำสาละวินทางตะวันตก และแม่น้ำโขงทางตะวันออก มีอาณาเขตตอนใต้ติดกับจังหวัดเชียงราย ประเทศไทย ห่างจากชายแดนไทยด้านเหนือที่ด่านท่าขี้เหล็ก อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประมาณ 168 กิโลเมตร มีประชากรหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ ชนส่วนใหญ่ ได้แก่ พวกไทขืน รองลง คือ ไทใหญ่ และไทเหนือ เชียงตุงมีชื่อเรียกอื่นๆว่าเมืองขืนหรือเมืองเขิน และเมืองเขมรัฐ ได้รับการขนานนาม ดินแดนแห่งสามจอม เจ็ดเชียง เก้าหนอง และสิบสองประตู

เชียงตุงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมที่ยาวนาน มีความสัมพันธ์ทั้งกับไทยและพม่า ในพ.ศ. 2433 อังกฤษได้เข้าปกครองเชียงตุง ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษให้เอกราชแก่พม่า ในพ.ศ.2490 และผนวกเชียงตุงเข้าอยู่ในสหภาพพม่าจนถึงปัจจุบัน ในอดีตเคยเป็นเส้นทางผ่านการค้าแบบกองคาราวานระหว่างมณฑลยูนนานในจีนกับดินแดนล้านนา จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงซบเซานับจาก พ.ศ.2535 รัฐบาลพม่าได้เปิดเมืองเชียงตุงให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชม หลังจากปิดมานานกว่า 30 ปี เนื่องจากปัญหาภายในพม่า โดยอนุญาตให้นักท่องเที่ยวอยู่ได้นานครั้งละ 4 วันเท่านั้น มีผู้สนใจเดินทางไปเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯถึงดอยตุง จังหวัดเชียงราย ในวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2537 ทรงเยี่ยมโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนพ่อหลวงอุปถัมภ์ 3 บ้านหินแตก กิ่งอำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โรงเรียนบ้านเทิดไทยและโรงเรียนตระเวนชายแดนกลุ่มค้าวัสดุก่อสร้าง จากนั้นเสด็จฯกลับดอยตุง ทอดพระเนตรศูนย์ฝึกอาชีพสตรีดอยตุง ต่อมาในวันที่ 3 มีนาคม 2537 เวลาเช้า เสด็จพระราชดำเนินจากดอยตุงเพื่อไปเชียงตุงโดยรถยนต์พระที่นั่งผ่านทางสะพานข้ามแม่น้ำแม่สาย โดยมี นายพลจอวิน ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงตุง และผู้บัญชาการทหารพร้อมภริยาถวายการต้อนรับ นำเสด็จฯไปทอดพระเนตรวัดป่าสัก วัดพระเจ้าล้านช้าง และอีกหลายวัด ราษฎรถวายการต้อนรับด้วยการถือธงไทย ถือธงพม่า มีการตั้งโต๊ะบูชา และดนตรีฟ้อนรำ มีป้ายต้อนรับเขียนว่า "ต้อนรับราชบุตรตรี พระมหากษัตริย์ไทย "

ทรงมีโอกาสได้ทอดพระเนตรทัศนียภาพสวยงาม หลังเสวยพระกระยาหารแบบง่ายๆแล้วทรงท่องน้ำเก็บหินในลำห้วยที่นี่อีกด้วย จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรบ่อน้ำพุร้อน มีป้ายติดว่า ผู้เข้าชมบ่อน้ำนี้ห้ามใส่เครื่องนุ่งห่มสีแดงและนำสิ่งของที่มีสีแดงเข้าไปเป็นอันขาด รับสั่งถามพม่าว่าทำไมจึงห้าม พม่าบอกว่าเป็นความเชื่อ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงให้ความสนพระทัยกับการเยี่ยมชมบ่อน้ำพุร้อนแห่งนี้เป็นอย่างมาก จากนั้นเสด็จฯทอดพระเนตรวัดพระธาตุจอมทอง และวัดมหามุนี

การเสด็จพระราชดำเนินไปเชียงตุงในครั้งนั้น ประทับที่โรงแรมเชียงตุง ซึ่งเป็นโรงแรมปรับปรุงใหม่ ทรงมีพระอารมณ์ขันเล่าว่ามีเวลาเล็กน้อยในการสำรวจห้องพัก ซึ่งมีขนมให้เสวยจำนวนมาก มีข้อความบอกไว้ด้วยว่า มะพร้าว น้ำตาลโตนด ถั่ว น้ำอ้อย บนโต๊ะเขียนหนังสือมีไปรษณียบัตร กระดาษและซองจดหมาย มีโทรทัศน์ แต่เปิดไม่เจอสถานีของไทย บนโต๊ะเครื่องแป้งมีของต่างๆ รวมทั้งทานาคา ซึ่งเป็นแป้งพม่าสำหรับทาหน้า ทรงซื้อมาเมื่อ 8 ปีก่อน ยังใช้ไม่หมด ที่แปลกคือเอายาสารพัดวางไว้ด้วย ในตอนค่ำทรงร่วมงานเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ ที่ทางการเชียงตุงจัดถวายพร้อมทอดพระเนตรโปรแกรมการแสดงถึง 20 ชุด

วันรุ่งขึ้น ตื่นบรรทมแต่เช้าเพื่อทอดพระเนตรบรรยากาศตลาดเช้า ทรงพบกับป้าน้อยคนไทยจากนครสวรรค์ มาแต่งงานกับคนเชียงตุง และอยู่มาถึง 40 กว่าปีแล้ว หลังจากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปยังดอยเหมย ทอดพระเนตรตึกเก่าของอังกฤษ และดอกกุหลาบพันปี ออกดอกสีแดงสวยงามมาก ซึ่งของไทยส่วนใหญ่เป็นสีขาวและชมพู สีแดงมีที่ดอยอินทนนท์ มีรับสั่งว่าสมเด็จย่าโปรดปรานมาก พม่าจึงถวายให้เจ้าหน้าที่จากโครงการดอยตุงมาขุดเอง เพื่อนำไปปลูกที่ดอยช้างมูบ ทรงคาดหวังว่าปีต่อไปจะออกดอกให้ทอดพระเนตรได้ เสด็จพระราชดำเนินต่อไปยังพระธาตุดอยเหมย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานเงินบริจาคทำบุญอีกด้วย ที่หมายสุดท้ายในเชียงตุงครั้งนี้ คือสถานฝึกอาชีพสตรีชายแดน สอนตัดเย็บเสื้อผ้า และปักดิ้นแบบพม่า

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีรับสั่งว่า การเดินทางมาเยือนเชียงตุงในครั้งนี้ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ทรงได้รับความเพลิดเพลินสนุกสนานเป็นอย่างยิ่ง และได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นด้วยน้ำใจไมตรีจากเพื่อนบ้านที่จะได้พัฒนาสายสัมพันธ์สืบต่อไปโดยทางการพม่าได้ส่งศาสตราจารย์ 2 คน จากมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง และเป็นกรรมการชำระประวัติศาสตร์ กรรมการสมาคมนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์ ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.คิมเมายุน จบปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยลอนดอน และ ศาสตราจารย์ ทุนอังเซง จบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด อาจารย์ทั้ง 2 อยากกราบทูลให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปทรงเยือนพม่านานกว่านี้ เพราะ 8 ปีที่มิได้เสด็จฯมา มีสิ่งใหม่ๆเกิดกับประเทศนี้มากมาย