ปฏิรูปแม่พิมพ์

คิดเห็นประเด็นข่าว

เจนนิเฟอร์ เรย์โนลด์ เจ้าหน้าที่ทันตกรรมสาวชาวคอสตาริก้าวัย34ปี ยอมรับว่าแม้เธอจะเป็นคนรักสวยรักงามแต่ไม่เคยกล้าถ่ายเซลฟี่เลยเพราะไม่เคยชอบรูปถ่ายของตัวเองที่มีคนแท็กให้ในเฟซบุ๊คหรือโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียอื่นๆเลยสักครั้ง แต่เวลานี้ปัญหาดังกล่าวได้หมดไปแล้วเธอรู้สึกมั่นใจในหน้าตาตัวเองมากขึ้นและพร้อมจะถ่ายเซลฟี่นับจากนี้เป็นต้นไป

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าเจนนิเฟอร์เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจากการไปพึ่งมีดหมอศัลยกรรมความงามให้ช่วยอัพรูปลักษณ์ให้ดูดีขึ้น ขณะที่คนอีกส่วนหนึ่งหันไปพึ่งเมคอัพอาร์ติสต์หรือช่างแต่งหน้าให้ช่วยแต่งหน้าให้เวลาจะต้องถ่ายเซลฟี่ อย่างไรก็ตามรอยเตอร์อ้างว่ามีหมอศัลยกรรมในสหรัฐอเมริกาหลายรายบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามีคนไข้เดินมาขอผ่าตัดทำตาสองชั้นและเสริมดั้งจมูกเพราะอยากถ่ายเซลฟี่ได้สวยเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ข้อมูลจากโพลสำรวจของสมาคมศัลยกรรมความงามแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีแพทย์เป็นสมาชิกอยู่ราว 2,700 คนระบุว่าหนึ่งในสามของคนไข้ที่มาทำศัลยกรรมเพราะไม่พอใจหรือเป็นกังวลเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของตนในโลกออนไลน์ นอกจากนั้นโพลสำรวจยังพบว่าจากการเปรียบเทียบสถิติการผ่าตัดเสริมจมูกและทำตาสองชั้นระหว่าง พ.ศ.2555 และ2556 พบว่ามีการผ่าตัดทำศัลยกรรมจมูกเพิ่มขึ้นร้อยละ10 ทำตาสองชั้นเพิ่มขึ้นร้อยละ6 และทำศัลยกรรมปลูกเส้นผมเพิ่มขึ้นร้อยละ7

นายแพทย์ด้านศัลยกรรมความงามย่านแมนฮัตตันรายหนึ่งยอมรับว่า 2 ปีที่ผ่านมามีคนไข้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ25 ส่วนใหญ่จะเดินเข้ามาหาพร้อมโชว์รูปในโทรศัพท์มือถือให้ดู ทำให้รู้ว่าเซลฟี่กลายเป็นสิ่งที่สังคมคลั่งไคล้แต่เขาไม่สามารถทำศัลยกรรมให้คนไข้ทุกรายได้ และการที่บางคนเอาแต่เซลฟี่มากมายแสดงให้เห็นถึงความหมกมุ่นในตัวเองและความไม่มั่นใจในตัวเองซึ่งกลับทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก บางคนมีรูปเซลฟี่วันละร้อยรูปอยู่ในเฟซบุ๊คและอินสตาแกรม ขณะที่ช่างแต่งหน้ามีคำแนะนำว่า การถ่ายเซลฟี่ให้ออกมาดูดีควรเน้นสไตล์การแต่งหน้าบางๆดูเป็นธรรมชาติ เน้นการแต่งคิ้วให้สวยได้รูป ทาลิปเพิ่มสีสันให้ริมฝีปากก็เพียงพอแล้ว

แองเจลินา โจลี นางเอกดังวัย 39 วางแพลนชีวิตจะแสดงภาพยนตร์อีกสัก 2-3 เรื่องจากนั้นจะทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับงานกำกับการแสดงแทน โดยเธอเพิ่งให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ซิดนี่ย์ มอร์นิ่ง เฮอราลด์ ระหว่างควงสามี แบรด พิตต์ไปร่วมงานเปิดฉายรอบปฐมทัศน์ Unbroken ภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งถ่ายทำที่ออสเตรเลีย และเป็นภาพยนตร์ผลงานการกำกับภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ของเธอต่อจาก In the Land of Blood and Honey แองเจลินาสารภาพถึงความหลงใหลในเสน่ห์งานกำกับการแสดงซึ่งจะเป็นก้าวต่อไปสำหรับความทุ่มเทว่า เธอรู้สึกมีความสุขมากกับการได้ทำงานกำกับการแสดงภาพยนตร์ เธอชอบที่จะเฝ้าติดตามดูผลงานทั้งหมดไปตลอดทั้งโปรเจ็คท์และชอบที่จะใช้เวลา2ปีอยู่กับมัน ได้เรียนรู้งานทุกขั้นตอน ได้ทุ่มเทใส่ใจและเป็นส่วนหนึ่งของงานทุกขั้นตอน นอกเหนือจากบทบาทสำคัญในงานให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติที่ทำให้ต้องเดินทางไปรอบโลกและสัมผัสกับผู้คนที่ยากไร้ด้อยโอกาส และงานชิ้นสุดท้ายซึ่งเธอวางลำดับไว้สูงสุดคือการเป็นแม่ลูก6 และภรรยาสุดเลิฟ ดาราสาวที่ประสบความสำเร็จในภารกิจแทบทุกด้านยังกล่าวติดตลกในตอนท้ายว่า "การเป็นผู้กำกับฯที่ต้องกำกับตัวเองเป็นเรื่องที่ยากมาก ส่วนการกำกับสามีนับเป็นความท้าทาย ยิ่งตอนที่ต้องเข้าฉากดราม่าด้วยกันก็ยิ่งยากสุดสุด แต่ก็ต้องพยายามทำออกมาให้ได้"

หากมองความพยายามในการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ตั้งแต่รูปโฉมโนมพรรณไปจนถึงการปฏิรูปประเทศซึ่งล้วนเป็นเป้าหมายในการทำสิ่งต่างๆให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในพ.ศ.2558 ซึ่งจะมีความหมายทั้งในฐานะที่ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและปฏิรูปบ้านเมืองทั้ง 11 ด้านเพื่อเป็นเสือทะยานตามความ มุ่งมาดปรารถนาของ พลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แต่ประเทศไทยจะก้าวไปถึงเป้าหมายเหล่านั้นได้ต้องเริ่มต้นที่ แม่พิมพ์ของชาติ ซึ่ง ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้านการศึกษา ให้ทัศนะว่า ปัญหาการศึกษาไทยในยุค คสช.จะสำเร็จได้ต้องแก้ไขใน 3 ด้านคือ ปรับกฎหมายคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อไม่ให้ครูยึดติดกับการทำผลงานเพิ่มวิทยฐานะ ปรับการประเมินผลของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา โดยต้องปรับบทบาทและทบทวนตัวเองและปรับวิธีการสอบของสำนักทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติให้เน้นที่การกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงปัญหาการศึกษาไทยซึ่งพบว่ามีเด็กที่หลุดออกนอกระบบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาเป็นจำนวนมากจนกลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือและขาดทักษะชีวิต อาทิที่จังหวัดเชียงใหม่พบสถานการณ์ดังกล่าวเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 70 ส่วนกลุ่มเด็กเก่งที่มีโอกาสเรียนในเมืองหรือเรียนต่อในกรุงเทพฯเมื่อเรียนจบก็มักหางานทำไม่กลับถิ่นฐาน ขัดกับเป้าหมายของการศึกษาที่ต้องการให้เด็กหาเลี้ยงชีพและใช้ชีวิตอย่างมั่นคงในบ้านเกิดตนเองได้ ฉะนั้นจะต้องมีการเปลี่ยนโจทย์ทางการคึกษาของคนไทยทั้งประเทศเสียใหม่ ด้วยการทำอย่างไรให้คนในพื้นที่มั่นใจว่าพวกเขาจะสามารถสร้างอาชีพและอนาคตของตนเองได้ในถิ่นฐาน มิใช่ส่งแต่เงินกลับภูมิลำเนาเท่านั้น

ความเป็นจริงที่ถูกสะท้อนโดย ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายเศรษฐศาสตร์การศึกษา สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ภายใต้หัวข้อ "คลี่ตารางชีวิตครูไทยใน1ปี เสียงสะท้อนจากครูที่นักปฏิรูปต้องฟัง" ระบุว่า "จากการสำรวจครูผู้ได้รับรางวัลครูสอนดีจากสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชนพบว่าใน 1 ปีมีจำนวนวันเปิดเรียนทั้งหมด 200 วัน ครูต้องใช้เวลากับกิจกรรมภายนอกชั้นเรียนที่ไม่ใช่การจัดการเรียนการสอนเฉพาะวันธรรมดาถึง 84 วัน หรือคิดเป็นร้อยละ 42 โดยกิจกรรม3อันดับแรกคือการประเมินของหน่วยงานภายนอกเฉลี่ยถึง 43 วัน รองลงมาเป็นการแข่งขันทางวิชาการ 29 วัน และการอบรมจากหน่วยงานภายนอก 10 วัน กิจกรรมภายนอกชั้นเรียนที่ครูเห็นว่าส่งผลดีต่อการเรียนการสอนได้แก่ การแข่งขันทางวิชาการ การประเมินโอเน็ต การอบรมและการประเมินการอ่าน ส่วนกิจกรรมที่ครูเห็นว่าส่งผลเสียต่อการเรียนการสอน คือการประเมินจากหน่วยงานภายนอก นอกจากนี้เสียงสะท้อนของครูยังต้องการคืนครูสู่ห้องเรียนและลดภาระงานของครูที่ไม่มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก โดยลดภาระการประเมินด้านเอกสารลงและควรจัดอบรมในเนื้อหาที่ครูต้องการในช่วงปิดภาคเรียนเท่านั้น"

ด้าน คุณกมล รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบที่มีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานครั้งล่าสุด ทรงพระราชทานพระราชดำริให้เพิ่มผู้เรียนสายอาชีพมากขึ้นและทรงเห็นว่าแนวทางในการเพิ่มผู้เรียนสายอาชีวศึกษาจริง ไม่ใช่การประชาสัมพันธ์อย่างเดียว เพราะจะไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากเด็กที่เรียนสายสามัญโดยเฉพาะเด็กในเมืองจะไม่สนใจเรียนต่อสายอาชีพอยู่แล้ว มีพระราชประสงค์ให้เลือกกลุ่มเป้าหมายให้ตรงกับความต้องการของผู้เรียนอย่างแท้จริง เช่น กลุ่มเด็กโรงเรียนขยายโอกาสประมาณ 7,000 โรง กลุ่มโรงเรียนประจำตำบล เพราะกลุ่มโรงเรียนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเข้าเรียนต่อสายอาชีพมากที่สุด นอกจากนี้ยังมีพระราชดำริเกี่ยวกับการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูในสาขาขาดแคลน เช่น วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ คุรุสภาควรจะให้บุคคลเหล่านี้เข้ามาเป็นครูได้โดยไม่มีการปิดกั้นตั้งแต่ต้นและสร้างกติกาขึ้นว่า หากภายในระยะเวลา 2 ปียังไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูตามที่คุรุสภากำหนด ก็ให้สามารถออกจากระบบได้

ขณะที่ ศาสตราจารย์ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการศึกษาไว้อย่างน่าสนใจว่า ปัจจุบันการศึกษาของไทยอยู่ในลักษณะเป็นระบบไซโลที่เน้นเรียนรู้แบบแยกส่วนตามช่วงชั้น ทำให้เด็กเรียนรู้แบ่งท่องจำ ทำให้ชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอ เส้นทางการศึกษาแออัด มุ่งสู่การติว กลายเป็นการค้า สร้างคนที่พิการ ไม่ทราบข้อเท็จจริงเน้นแต่ตำรา เกิดความอ่อนแอทางวิชาการของมหาวิทยาลัย สูญเสียแก่เศรษฐกิจ

ของขวัญวันครูแห่งชาติประจำปี 2558 ทุกวันที่ 16 มกราคม จึงไม่ใช่แค่พิมพ์เขียวหรูๆองการปฏิรูปการศึกษาซึ่งวางแผนทำกันมายาวนานไม่รู้กี่รัฐบาลต่อรัฐบาล แต่ในท้ายที่สุดก็มิได้มีผลสัมฤทธิ์ต่อแม่พิมพ์ของชาติ ต้นทางแห่งการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศแต่อย่างใด