"ไมโครกรีน" ผักจิ๋ว พลังแจ๋ว

เกษตรพอเพียง

กระแสความนิยมบริโภคผักจิ๋วกำลังมาแรง แซงโค้งพี่ๆไปอย่างเหนือชั้น ที่ว่าเหนือชั้นกว่านั้น ไม่ได้เว่อร์นะคะ เพราะเชฟตามร้านอาหารเขานิยมเอาเจ้าผักจิ๋วเหล่านี้วางตกแต่งไว้ด้านบนสุดของอาหาร ซึ่งทำให้ดูน่ารับประทาน และกลายเป็นอาหารจานสุขภาพที่น่าสนใจขึ้นมาทันใด

ไมโครกรีน ก็คือผักที่อยู่ในช่วงของต้นกล้าขนาดเล็ก เพาะจากเมล็ดผัก สมุนไพร และเมล็ดพืชอื่นๆ โดยใช้เวลาเพียงประมาณ 14 วัน จะได้ต้นอ่อนที่มีขนาดสูง 1-2 นิ้ว ประกอบด้วยลำต้นและใบจริง แม้จะยังเป็นเพียงผักหนูน้อยอยู่ แต่ต้นกล้าเหล่านี้หลายชนิดเป็นแหล่งของโปรตีน วิตามิน และสารแอนตี้ออกซิแด๊นท์ สารอาหารที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ เกิดขึ้นภายในกระบวนการงอกของต้นกล้า โดยเปลี่ยนสารอาหารที่สะสมในเมล็ด ไปเป็นรูปที่ใช้ประโยชน์ได้ทันที อีกทั้งมีรสชาติดี และกรอบอร่อย จนเรียกได้ว่า จิ๋วแต่แจ๋ว

บางท่านอาจจะสับสนระหว่างไมโครกรีน (microgreen) กับผักงอก (sprout) เพราะต่างก็เป็นพืชต้นอ่อนเหมือนกัน ซึ่งอันที่จริง ก็มีความแตกต่างกันไม่มากนัก กล่าวคือ ไมโครกรีนจะเจริญเติบโตในแสงแดด และจะเก็บเมื่อมีใบจริง 4 ใบ หรือมากกว่านั้น โดยใช้เวลา 10 กว่าวัน ในขณะที่ผักงอกจะเก็บเร็วกว่า คือประมาณ 4-5 วันเท่านั้น

ผักไมโครกรีน กำลังเป็นที่นิยมมากในขณะนี้ ด้วยความสวยงามของสีสัน เนื้อสัมผัสที่กรอบอร่อย และสารอาหารที่มีคุณค่ามากมาย ทั้งนี้ มีการวิจัยพืชต้นอ่อน อย่าง กะหล่ำปลีแดง ผักชี และหัวไชเท้าแดง พบว่า ต้นอ่อนเหล่านี้มีสารอาหารสำคัญๆ มากกว่าพืชที่โตแล้วหลายเท่าทีเดียว อย่างเช่น ต้นอ่อนของกะหล่ำปลีแดง มีวิตามินอีมากกว่ากะหล่ำที่โตเต็มที่แล้วถึง 40 เท่า สร้างความฉงนให้กับนักวิจัย จนต้องกลับไปเช็คแล้วเช็คอีกอยู่หลายรอบ นอกจากนั้นยังมีวิตามินซีมากกว่า 6 เท่า ส่วนต้นอ่อนของผักชี มีเบต้า-แคโรทีน มากกว่าผักชีที่โตแล้ว 3 เท่า

นักวิจัยยังได้ประเมินระดับของสารอาหารที่จำเป็น 4 กลุ่มในผักไมโครกรีนที่ขายกันในท้องตลาด มีกลุ่มวิตามินเค วิตามินซี วิตามินอี สารลูทีนในกลุ่มเบต้า-แคโรทีน ซึ่งก็พบว่า ระดับของวิตามินซี วิตามินเค และวิตามินอี จะพบมากที่สุดในต้นอ่อนของกะหล่ำปลีแดง ผักโขมแดง และหัวไชเท้าสีเขียว ส่วนต้นอ่อนของผักชีอุดมด้วยลูตินและเบต้า-แคโรทีน สารอาหารเหล่านี้มีความสำคัญมากต่อผิวและตา ช่วยต้านมะเร็ง และมีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายต่อสุขภาพ

การที่สารอาหารในพืชต้นอ่อนมีมากกว่านั้น มีคำอธิบายว่า เพราะไมโครกรีนถูกเก็บทันทีหลังจากเพิ่งงอกเป็นต้นอ่อนขึ้นมา สารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตทั้งหมดจึงมาสะสมอยู่ที่ต้นอ่อนผักที่ถูกเก็บในเวลาที่เหมาะสม จึงเข้มข้นไปด้วยสารอาหาร

ในด้านของรสชาติ ก็มีความเข้มข้นกว่า จึงสามารถนำมาทำอาหารให้อร่อยได้โดยไม่ต้องใส่เครื่องปรุงอะไรมาก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับช่วงเทศกาลกินเจที่ต้องละเว้นเนื้อสัตว์ หรือคนที่กินเจเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ผักไมโครกรีนค่อนข้างบอบบาง และเนื่องจากต้นอ่อนเหล่านี้มีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่มาก จึงเหมาะที่จะกินสดๆ มากกว่านำมาผ่านกระบวนการปรุง เช่น ใส่ในสลัด หรือแซนด์วิช ซึ่งในการเลือกซื้อผักไมโครกรีนนี้ มีคำแนะนำจากนักวิจัยว่า ควรเลือกที่สีเข้มที่สุด เพราะจะมีสารอาหารอยู่เยอะที่สุด

ด้วยความเอ๊าะ ที่มาพร้อมกับความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการ ทำให้ไมโครกรีนกลายเป็นผักไฮโซฯที่มักวางขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นส่วนใหญ่ จะซื้อหาทั่วไปก็ยังมีไม่แพร่หลายนัก ทั้งสนนราคาก็ไม่กันเองเท่าไหร่นะคะ ทางเลือกของคนรักสุขภาพก็คือ ซื้อเมล็ดพันธุ์มาเพาะเอง เพราะการเพาะผักต้นอ่อนทำได้ง่ายมาก คนที่ไม่เคยปลูกผักมาก่อนก็สามารถทำได้ อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมที่เหมาะสำหรับครอบครัว เพราะให้เด็กๆช่วยกันทำได้สบายๆ เลยค่ะ

วิธีปลูกผักไมโครกรีนที่สะดวกที่สุด คือการปลูกในถาดเพาะเมล็ด หรือหากที่บ้านมีกล่องใส่อาหารสำเร็จรูป หรือกล่องใส่ผลไม้กล่องเล็กๆ ที่ซื้อมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต นำมารีไซเคิลทำเป็นถาดเพาะได้อย่างดีเลยค่ะ แต่ภาชนะสำหรับปลูกควรมีความลึกอย่างน้อย 2 นิ้ว ขนาดใหญ่ตามต้องการ ส่วนดินหากใช้แบบที่ขายเป็นถุงตามร้านขายต้นไม้ ควรนำมาร่อนเอาพวกเศษใบไม้ เศษไม้อื่นๆออกก่อน หรือหากใช้ดินธรรมดา ก็ปรุงดินไว้ก่อน โดยผสมปุ๋ยหมักกับขุยมะพร้าว หรือถ้าไม่มีดิน ใช้เวอร์มิคูไลท์ (วัสดุปลูกใช้แทนดิน) ก็ได้ หรือใช้แค่กระสอบป่านกับผ้าขนหนู แล้วชุบน้ำให้มีความชื้นเพียงพอที่จะทำให้เมล็ดงอกก็ได้เหมือนกัน

หากภาชนะที่ใช้เพาะเป็นถาดหรือกล่องที่มีรูข้างใต้ ซึ่งดินอาจจะร่วงหล่นได้ ควรใช้หนังสือพิมพ์พรมน้ำหมาดๆ รองไว้ชั้นหนึ่งก่อน แล้วค่อยใส่ดินลงไป หนาประมาณ 2-3 เซนติเมตร รดน้ำให้ชุ่มโดยใช้ขวดน้ำมีฝาฉีด ฉีดรดเป็นฝอยๆ จากนั้นก็นำเมล็ดพืชที่แช่น้ำไว้ 6 ชั่วโมง หรือแช่ไว้ข้ามคืน มาโรยให้ทั่วบนดินที่เตรียมไว้ ใช้นิ้วกดลงเบาๆ แล้วโรยดินทับอีกชั้น หนาประมาณ 0.5 เซนติเมตร ปิดฝากล่อง หรือถาด โดยใช้ถาดอีกใบวางคว่ำปิดเอาไว้ เพื่อรักษาความชื้นจนกว่าเมล็ดจะเริ่มงอก ระหว่างนั้น อย่าปล่อยให้ดินแห้ง หมั่นคอยฉีดน้ำบ่อยๆ ให้ดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ และควรแน่ใจว่ากำจัดวัชพืชในดินออกหมดแล้ว เพื่อที่ว่ามันจะได้ไม่มาแย่งสารอาหารและน้ำกับผักไมโครกรีนของเรา และเนื่องจากเราเก็บเกี่ยวผักในขณะที่เพิ่งงอกออกมาไม่กี่วัน จึงไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยอีกในขณะที่ผักกำลังโต

สำหรับคนที่บ้านมีพื้นที่ดินทำสวนผักจิ๋วได้ ก็เพียงแต่พรวนดินและเกลี่ยให้เรียบเสมอกัน หลังจากนั้นก็นำเมล็ดที่แช่น้ำแล้วมาโรยให้ทั่วๆ ห่างกันประมาณ 1/8 - 1/4 นิ้ว เนื่องจากเราปลูกในระยะสั้นๆ จึงไม่จำเป็นต้องเว้นเนื้อที่ให้ห่างกันมากเท่าไหร่ หลังจากนั้นโรยดินทับลงไปให้หนาประมาณ 1/8 นิ้ว และค่อยๆพรมน้ำให้ชุ่ม

เนื่องจากผักไมโครกรีนนี้ ใช้เวลาปลูกเพียงสิบกว่าวัน เราจึงสามารถปลูกในบ้านได้เช่นเดียวกับนอกบ้าน หรือบนดาดฟ้าที่มีหลังคาก็ปลูกได้ ตอนที่เริ่มเพาะ เราสามารถวางถาดเพาะไว้ในที่อุ่นๆ เช่น ในห้องครัวได้ เมื่อผักเริ่มงอกขึ้นมา ค่อยนำไปวางรับแสงแดดอย่างน้อย 4 ชั่วโมง หรือวางไว้ข้างหน้าต่างห้องครัว ห้องรับแขกก็ได้

ข้อดีของการปลูกผักผักไมโครกรีนก็คือ เนื่องจากเราใช้เวลาในการปลูกสั้นมาก ดังนั้น จึงแทบจะไม่มีปัญหาเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืชมารบกวน

เมล็ดพันธุ์ผักที่นิยมนำมาเพาะเป็นไมโครกรีน เช่น มัสตาร์ด คะน้าฮ่องกง ผักโขม วอเตอร์เครส กะหล่ำปลี ผักกาดหอม ผักกาดหอม เมล็ดหัวไชเท้า เมล็ดทานตะวัน เมล็ดถั่วลันเตา และเมล็ดถั่วต่างๆ

ระยะเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับหารเก็บผักไมโครกรีนก็คือ เมื่อเริ่มมีใบจริงชุดแรกงอกออกมา 4 ใบหรือมากกว่านั้น ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10 วัน ถึง 2 อาทิตย์หลังจากเริ่มปลูก โดยวิธีเก็บให้ใช้กรรไกรตัดเหนือระดับผิวดินขึ้นมานิดหนึ่ง รากที่เหลือนั้นไม่สามารถงอกใหม่ได้อีกแล้ว คุณสามารถปลูกผักชุดใหม่ลงไปได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องดึงรากของต้นเก่าออก เพราะจะกลายเป็นปุ๋ยให้ดินได้อย่างดี

เห็นไหมคะว่า ผักไมโครกรีนนี้ปลูกง่าย ไม่ต้องทำอะไรมาก แป๊บเดียวก็ได้กินแล้ว ลองเพาะผสมกันหลายๆชนิด ก็จะได้สวนผักจิ๋วที่สวยงามไปอีกแบบ และยังได้ลิ้มลองหลากหลายรสชาติอีกด้วยค่ะ